สภาพและปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตของครู-อาจารย์และนักเรียน โรงเรียนมัธยมศึกษา
สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 11 ที่เข้าร่วมโครงการเครือข่ายคอมพิวเตอร์
เพื่อโรงเรียนไทย (School Net Thailand)
Conditions and Problems of the Internet Usage of the Teachers and Students in Secondary
Schools Participation in the School Net Thailand Project in Educational Region 11,
Under the Department of General Education
นางสาวพรวิจิตร ชาติชำนาญ
ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ความเป็นมา
โครงการเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย (SchoolNet Thailand) เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อโรงเรียนในประเทศไทยเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ตเป็นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการศึกษาของเยาวชนเพื่อสนองนโยบายของประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 และแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 8 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเยาวชนไทยและลดความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษา โดยเปิดโอกาสให้โรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วประเทศ สามารถเข้าถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้อย่างทั่วถึง โดยมุ่งหวังให้โรงเรียนสามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายคอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ตในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา(http://www.school.net.th/schoolnet1509/ school net _grd.php3) และทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเอกสารสื่อการสอน ดัชนีห้องสมุดระหว่างโรงเรียน อีกทั้งยังช่วยให้ครูและนักเรียนสามารถติดต่อกับครูและนักเรียนในโรงเรียนอื่นทั้งในและต่างประเทศ (พรพิไล เลิศวิชา. 2542 : 37) จากการศึกษาวิจัยของคมกริช ทัพกีฬา (2540 : บทคัดย่อ) วิษณุ โพธิ์ประสาท (2542 : บทคัดย่อ) และจำปี ทิมทอง (2542 : บทคัดย่อ) เกี่ยวกับการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอนของครูและนักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาที่เข้าร่วมโครงการเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย ผลการวิจัยพบว่า มีการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอนโดยใช้บริการค้นข้อมูลจากเวิลด์ไวด์เว็บ ครูส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุน การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอนมีการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายเพื่อการเรียนการสอน ครูมีความต้องการข้อมูลที่เป็นภาษาไทยมากที่สุดและต้องการให้มีการอบรมในการนำอินเทอร์เน็ตไปประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอน เหตุผลการใช้นักเรียนส่วนใหญ่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อความบันเทิงและมีประโยชน์ต่อการเรียน นักเรียนชายใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่านักเรียนหญิง นักเรียนชายสายศิลปะศาสตร์เข้าเว็บไซด์เพื่อการบันเทิงมากกว่านักเรียนชายสายวิทยาศาสตร์ นักเรียนต่างจังหวัดเข้าเว็บไซด์เกี่ยวกับความรู้และการศึกษามากกว่านักเรียนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และจากงานวิจัยของ ทอมสัน,โมลินโด, และจอนห์สัน (Thomson, Molindo และ Johnson อ้างจากจำปี ทิมทอง. 2542 : 5) พบว่าตัวแปรที่มีผลต่อการใช้อินเทอร์เน็ตของครู ได้แก่ ระดับของการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ระดับของการฝึกอบรมที่ครูได้รับ ทรัพยากร
ในการฝึกอบรมเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต ผลประโยชน์ที่นักเรียนได้รับ อายุ จำนวนปีที่ปฏิบัติหน้าที่ระดับการศึกษาขั้นสูงสุด ขนาดของโรงเรียน สถานที่ตั้งของโรงเรียน (ในเมืองกับชนบท) ความยุ่งยากของซอฟต์แวร์ การไม่มีเวลาเพียงพอ จากการวิจัยที่กล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นว่ามีการใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต ในการนำมาช่วยในการสนับสนุนในการเรียนการสอนซึ่งเป็นการช่วยลดปัญหาและอุปสรรคในการเรียนรู้ของผู้เรียน และส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองมากที่สุด ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ต่อการศึกษาและประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับความพร้อมในหลายๆด้าน ที่เกี่ยวข้องโดยตรงได้แก่ ครู- อาจารย์ และนักเรียนซึ่งเป็นผู้ใช้ ครู เป็นบุคคลที่สำคัญในการส่งเสริมการใช้ให้กับนักเรียน เป็นผู้ดูแลนักเรียนในการใช้ ดังนั้นครูจึงต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นอย่างดี เขตการศึกษา 11 ซึ่งประกอบไปด้วย 5 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์และศรีสะเกษ ได้ให้ความสำคัญกับโครงการเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย (School Net Thailand) โดยให้โรงเรียนที่มีความพร้อมสมัครเข้าใช้บริการผ่านเครือข่ายเพื่อเป็นการสนองนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติและเพื่อเปิดโอกาสให้กับครู-อาจารย์และนักเรียนได้เข้าสู่อินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและข้อมูลอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนและเป็นช่องทางในการติดต่อ สื่อสารแลกเปลี่ยนเอกสาร สื่อการสอน ดัชนีห้องสมุดระหว่างโรงเรียน และระหว่างโรงเรียนกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา สามารถให้ครู-อาจารย์และนักเรียนในโรงเรียนสามารถติดต่อกับครู-อาจารย์หรือนักเรียนในโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาอื่นๆ ในระดับโรงเรียนหรือสูงกว่าทั้งในและต่างประเทศ จากข้อมูลล่าสุด ในเดือนสิงหาคม 2544 มีโรงเรียนในโครงการที่ได้รับการจัดสรรบัญชีอินเทอร์เน็ตที่สังกัดกรมสามัญศึกษาทั้งสิ้น 118 โรงเรียน (http://user.school .net.th/school-zone/Zone11.html#3100) ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้มีการใช้อินเทอร์เน็ตเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการเรียนการสอน
การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอนให้เกิดประสิทธิภาพต้องอาศัยองค์ประกอบหลายๆ ด้าน เช่น การใช้บริการอินเทอร์เน็ตประเภทต่างๆ วัสดุ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะทำการวิจัยสภาพและปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตของครู-อาจารย์ และนักเรียนของโรงเรียนมัธยม ศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 11 ที่เข้าร่วมโครงการเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทยว่าสภาพการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอนอย่างไร โรงเรียนมีความพร้อมในการใช้หรือไม่ มีสาเหตุที่เลือกใช้อินเทอร์เน็ตและมีปัญหาในการใช้อย่างไร เพื่อเป็นแนวทางปรับปรุงการนำอินเทอร์เน็ตมาช่วยสนับสนุนในการจัดการเรียนการสอนให้กับผู้เกี่ยวข้องกับการใช้อินเทอร์เน็ตโรงเรียน เพื่อให้ครู-อาจารย์และนักเรียนได้ใช้อินเทอร์เน็ตให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อทำให้เด็กและเยาวชนมีคุณภาพต่อไปในอนาคต
แนวคิดทฤษฎี
ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษา เอกสารโครงการเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย (http://www. School.net.th/schoolnet1509/schoolnet_grd.php3) งานวิจัยของวิษณุ โพธิ์ประสาท (2542) และงานวิจัยของจำปี ทิมทอง (2542) ตลอดจนเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องสรุปเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัยได้ ดังนี้
1. ด้านสภาพการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอน ประกอบด้วย
1.1 ลักษณะการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอน
1.2 ความถี่ในการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอน
1.3 สาเหตุที่เลือกใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอน
1.4 การติดต่อสื่อสารผ่านระบบเครือข่าย
2. ด้านปัญหาในการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอน ประกอบด้วย
2.1 การบริการของศูนย์บริการและการเข้าสู่เครือข่าย
2.2 วัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต
2.3 บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการใช้อินเทอร์เน็ต
2.4 สารสนเทศบนระบบเครือข่าย
วัตถุประสงค์
1. เพื่อศึกษาสภาพการใช้อินเทอร์เน็ตของครู-อาจารย์และนักเรียน
2. เพื่อศึกษาปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตของครู-อาจารย์และนักเรียน
3. เพื่อเปรียบเทียบสภาพและปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตระหว่างครู-อาจารย์ที่สังกัดหมวด
วิชาต่างกัน
4. เพื่อเปรียบเทียบสภาพและปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตระหว่างครู-อาจารย์ ที่สังกัด
โรงเรียนที่มีขนาดแตกต่างกัน
5. เพื่อเปรียบเทียบสภาพและปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตระหว่างนักเรียนที่เรียนแผน
การเรียนวิทยาศาสตร์กับที่เรียนแผนการเรียนสายศิลปศาสตร์
6. เพื่อเปรียบเทียบสภาพและปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตระหว่างนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนต่างกัน
7. เพื่อเปรียบเทียบสภาพและปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตระหว่างนักเรียนที่เรียนอยู่ใน
โรงเรียนที่มีขนาดแตกต่างกัน
สมมุติฐานการวิจัย
1. ครู-อาจารย์ที่สังกัดหมวดวิชาต่างกันมีสภาพและปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตแตกต่างกัน
2. ครู- อาจารย์ที่อยู่ในโรงเรียนที่มีขนาดต่างกันมีสภาพและปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ต
แตกต่างกัน
3. นักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่เรียนแผนการเรียนวิทยาศาสตร์และ
ศิลปศาสตร์มีสภาพและปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตแตกต่างกัน
4. นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกัน มีสภาพและปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ต
แตกต่างกัน
5. นักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน มีสภาพและปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตแตกต่างกัน
ระเบียบวิธีวิจัย
- การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research)
ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง
ประชากร ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ ครู อาจารย์ และนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษาเขตการศึกษา 11 ที่เข้าร่วมโครงการเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อโรงเรียนไทยในปีการศึกษา 2543 จำนวน ทั้งหมด 113 โรงเรียน ครู- อาจารย์ จำนวน 903 คน และนักเรียนระดับ
มัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 10,715 คน
กลุ่มตัวอย่าง ได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) (บุญชม ศรีสะอาด. 2535 : 44-45) กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้เกณฑ์ร้อยละ (บุญชม ศรีสะอาด. 2535 : 38) โดยจำนวนครู-อาจารย์ประชากรหลักร้อย จึงใช้กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 15 ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 174 คน
ส่วนนักเรียนประชากรหลักหมื่นจึงใช้กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 5 โดยได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 580 คน แบ่งเป็นนักเรียนแผนการเรียนสายวิทยาศาสตร์จำนวน 367 คน และนักเรียนแผนการเรียนสาย
ศิลปศาสตร์ จำนวน 213 คน รวมกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 754 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แบ่งเป็น 2 ชุด ชุดที่ 1 แบบสอบถามสำหรับครู- อาจารย์ แบ่งเป็น 3 ตอน
ตอนที่ 1 ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นแบบตรวจสอบรายการ
ตอนที่ 2 สภาพการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอน ลักษณะแบบสอบถามเป็น
แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับของลิเคิรท์ (Likert) จำนวน 36 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง 0.45-0.87 และค่า
ความเชื่อมั่นรายด้านเท่ากับ 0.96
ตอนที่ 3 ปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอน ลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า Rating Scale) 5 ระดับของลิเคิรท์ (Likert) จำนวน 15 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง 0.41-0.87 และค่าความเชื่อมั่นรายด้านเท่ากับ 0.94 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96
ชุดที่ 2 เป็นแบบสอบถามสำหรับนักเรียน แบ่งออกเป็น 3 ตอน
การวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้วิจัยใช้โปรแกรม SPSS for Windows Version 9.01 วิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้
1. ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยหาความถี่และค่าร้อยละ
2. สภาพและปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตของครู-อาจารย์และนักเรียนของโรงเรียน
มัธยมศึกษา เขตการศึกษา 11 ที่เข้าร่วมโครงการเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทยโดยหาค่า เฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
3. เปรียบเทียบสภาพและปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตของครู-อาจารย์ที่สังกัดหมวดวิชา
ต่างกัน ครู-อาจารย์ที่อยู่ในโรงเรียนที่มีขนาดแตกต่างกัน นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกัน ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way Analysis of Variance) และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ (Scheffe)
4. เปรียบเทียบสภาพและปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตของนักเรียนแผนการเรียนสาย
วิทยาศาสตร์กับนักเรียนแผนการเรียนสายศิลปศาสตร์ด้วยการวิเคราะห์ค่า t (Independent Samples)
5. เปรียบเทียบสภาพและปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตของนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนที่มีขนาด
แตกต่างกัน ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way A Analysis of Variance) และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่ (Scheffe’) และดันแคน (Duncan)
สรุปผลวิจัย
1. ครู-อาจารย์มีสภาพการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอนโดยรวมและเป็นรายด้าน 2 ด้านอยู่ในระดับน้อย มีความคิดเห็นด้วยต่อสาเหตุที่เลือกใช้อยู่ในระดับปานกลาง และมีความถี่ในการใช้อยู่ในระดับน้อยที่สุด (ไม่เคยใช้) และมีปัญหาในการใช้อินเทอร์เน็ตโดยรวมและเป็นรายด้าน 2 ด้านอยู่ในระดับปานกลาง และมีปัญหาอยู่ในระดับมาก 2 ด้าน คือด้านวัสดุที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตและด้านบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต ครู-อาจารย์หมวดวิชาต่างกัน มีสภาพและปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอนไม่แตกต่างกัน และครู-อาจารย์ที่อยู่ในโรงเรียนขนาดต่างกันมีสภาพการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอนไม่แตกต่างกัน แต่มีปัญหาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยครู-อาจารย์ที่อยู่ในโรงเรียนขนาดเล็กมีปัญหาโดยรวมและรายด้านทั้ง 4 ด้านมากกว่า ครู-อาจารย์ที่อยู่ในโรงเรียนขนาดใหญ่
2. นักเรียนมีสภาพการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีความคิดเห็นด้วยต่อสาเหตุที่เลือกใช้อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนอีก 3 ด้านมีการใช้อยู่ในระดับน้อย และมีปัญหาในกรใช้อินเทอร์เน็ตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางและรายด้านทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับปานกลาง นักเรียนแผนการเรียนต่างกันมีสภาพและปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอนไม่แตกต่างกัน นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกันมีสภาพการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงมีการใช้โดยรวมและรายด้าน 2 ด้านคือด้านลักษณะการใช้อินเทอร์เน็ตและด้านสาเหตุที่เลือกใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่านักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ แต่มีปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนไม่แตกต่างกัน นักเรียนในโรงเรียนขนาดต่างกันมีสภาพและปัญหาการใช้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยนักเรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษและขนาดเล็กมีการใช้โดยรวมและรายด้าน 2 ด้านคือ ด้านลักษณะการใช้อินเทอร์เน็ตและด้านสาเหตุที่เลือกใช้มากกว่านักเรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่และขนาดกลาง และนักเรียนในโรงเรียนขนาดกลางมีปัญหาโดยรวมและรายด้านทั้ง 4 ด้านมากกว่านักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก
ข้อเสนอแนะสำหรับการนำไปใช้
1. โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย ควรจัดหาวัสดุอุปกรณ์ในการให้บริการอินเทอร์เน็ตให้เพียงพอ เพื่อให้บริการได้อย่างทั่วถึงทั้งครู-อาจารย์และนักเรียน
2. โรงเรียนควรจัดอบรมบุคลากร เพื่อให้มีความสามารถในการใช้อินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะครู-อาจารย์ซึ่งจะต้องเป็นผู้ควบคุม ดูแล และให้คำแนะนำการใช้อินเทอร์เน็ตแก่นักเรียนใน
การเรียนการสอน
3. โรงเรียนควรกำหนดนโยบายการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอนไว้ในนโยบายหลักของโรงเรียน
ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสภาพการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้เพื่อการเรียนการสอน ของสถาบัน การศึกษาอื่นๆ ทั้งในระดับประถมศึกษา และในโรงเรียนเอกชน ที่เป็นโรงเรียนเข้าร่วมโครงการเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนพัฒนาการให้บริการอินเทอร์เน็ตในโรงเรียน
2. ควรมีการศึกษาวิจัยเชิงสำรวจเกี่ยวกับสภาพความพร้อมทั้งในด้านวัสดุอุปกรณ์ ด้านนโยบายและด้านบุคลากรของโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทยเพื่อให้ทราบถึงศักยภาพในการนำประโยชน์จากเครือข่ายไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน
3. ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสภาพ ปัญหาและความต้องการการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอนของครู- อาจารย์ และนักเรียนในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อทราบถึงปัญหาและความต้องการ ของครู- อาจารย์ และนักเรียน เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการพัฒนาการนำอินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอนไปใช้ให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้
4. ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสภาพการนำอินเทอร์เน็ตมาใช้เพื่อการเรียนการสอน จำแนกเป็นจังหวัดในเขตการศึกษา 11 ที่เป็นโรงเรียนเข้าร่วมโครงการเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อโรงเรียนไทย
ท่านผู้อ่านมีความคิดเห็นกันอย่างไรบ้าง สามารถแลกเปลี่ยนความคิดกันได้โดยไม่มีใครถูกหรือผิด ความคิดเห็นเป็นสิ่งที่มีความอิสระ เราจะมีตัวอย่างต่างๆที่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงให้ทุกท่านได้วิเคราะห์เป็น Study Case สำหรับวิเคราะห์เป็นแบบฝึกหัดสำหรับผู้ที่ต้องการหาทางแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยจะเน้นเป็นการอ้างถึงทฤษฎีมาบูรณาการกับการคิดวิเคราะห์เป็นสำคัญ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ PA แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ PA แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ตัวอย่างโครงการ
โครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำบาดาลของระบบประปาชนบทให้ได้มาตรฐานน้ำดื่ม
ขององค์การอนามัยโลก
1. หลักการและเหตุผล
1.1 น้ำบาดาลที่จะนำมาใช้ในการบริโภค ต้องเป็นน้ำที่มีคุณภาพดี สะอาด ปราศจากเชื้อโรค ไม่มีแร่ธาตุละลายอยู่เกินมาตรฐาน และต้องเป็นที่ยอมรับของประชาชนโดยทั่วไป ดังนั้น หากได้มีการนำน้ำบาดาล ซึ่งได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติมาปรับปรุงคุณภาพให้เป็นน้ำดื่มที่มีคุณภาพดีมีแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายละลายต่อร่างกายละลายอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม และเป็นยอมรับของผู้บริโภคก็จะเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนได้มีน้ำดื่มที่ถูกคุณลักษณะทางด้านสุขภาพและเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดหาน้ำดื่มที่ค่อนข้างสูงของประชาชนในชนบท
1.2 ระบบประปาชนบทที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลดำเนินการไว้ โดยใช้น้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำดิบในการทำประปาประชาชนนิยมใช้อุปโภค แต่ยังไม่นิยมใช้บริโภค ดังเช่น น้ำประปาทั่วไปถึงแม้จะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานปราศจากอันตราย แต่อาจจะยังมีกลิ่นและรสไม่เป็นที่พึงพอใจของประชาชนเนื่องจากถังกรองของระบบประปากรมทรัพยากรน้ำบาดาลยังมีขีดความสามารถจำกัดอยู่ในระดับหนึ่ง ดังนั้น เพื่อให้น้ำประปาบาดาลที่มีอยู่เดิมแล้วใช้เป็นน้ำดื่มของประชาชนในชนบท จึงมีความจำเป็นต้องทำการปรับปรุงคุณภาพน้ำบาดาลของระบบประปาชนบทให้ได้มาตรฐานสูงขึ้น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่มได้อย่างถาวร และเป็นการใช้ทรัพยากรบาดาลที่มีอยู่ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดที่สำคัญประชาชนจะเข้าใจและเห็นคุณค่าของทรัพยากรน้ำบาดาลมากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำบาดาล เพื่อให้ชนรุ่นหลังมีใช้อย่างยั่งยืนตลอดไป
2. วัตถุประสงค์
2.1 เพื่อให้ประชาชนในชนบทมีน้ำสะอาดบริโภคมาตรฐานน้ำดื่มขององค์การอนามัยโลกทำให้คุณค่าชีวิตดีขึ้น
2.2 เพื่อเสริมสร้างศักยภาพแหล่งน้ำบาดาลให้เกิดประโยชน์สูงสุด
3. เป้าหมาย
จะดำเนินการปรับปรุงคุณภาพน้ำบาดาลจากระบบประปาชนบทกรมทรัพยากรน้ำบาดาลจำนวน 1,000 แห่งให้เป็นน้ำดื่มที่ได้มาตรฐานสูงขึ้น
4. พื้นที่ที่ดำเนินการ
ดำเนินการในพื้นที่ที่อยู่ในชนบทและขาดแคลนน้ำดื่ม แต่มีระบบประปาชนบทของหน่วยงานทางราชการดำเนินการไว้แล้วในทั่วประเทศ จำนวน 1,000 แห่ง
5. วิธีดำเนินการ
ทำการปรับปรุงคุณภาพน้ำบาดาลจากระบบประปาชนบทของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลที่ดำเนินการไว้แล้วกับหมู่บ้าน โรงเรียน สถานีอนามัย และวัด ที่อยู่ห่างไกลและขาดแคลนน้ำดื่ม โดยดำเนินการ ดังนี้
5.1 ทำการสำรวจและเก็บน้ำตัวอย่างจากบ่อน้ำบาดาลที่ใช้ทำระบบประปาชนบทของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล นำไปตรวจวิเคราะห์หาคุณภาพทางกายภาพ ทางเคมี สารพิษ และแบคทีเรีย
5.2 จากข้อ 5.1 เมื่อทราบผลการวิเคราะห์คุณภาพน้ำแล้ว ก็นำข้อมูลมาใช้ในการออกแบบและติดตั้งระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำกับระบบประปาชนบทให้ได้มาตรฐานน้ำดื่มขององค์การอนามัยโลก
5.3 ทำการเก็บน้ำตัวอย่างหลักติดตั้งระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำและทำการวิเคราะห์อีกครั้งหนึ่ง
5.4 ทำการก่อสร้างอาคารโรงเรือนคลุมระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำ
5.5 ทำการอบรมเจ้าหน้าที่ที่ดูแลบำรุงรักษาระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำ
5.6 ติดตามประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพน้ำของบ่อน้ำบาดาลที่ติดตั้งระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำเป็นระยะ ๆ ตามความเหมาะสม
6. ระยะเวลาดำเนินการ
กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จะดำเนินการโครงการน้ำบาดาลดื่มได้ให้แล้วเสร็จ ภายในเวลา 12 เดือน ตั้งแต่ ตุลาคม 2546 – กันยายน 2547
7. หน่วยงานที่รับผิดชอบ
กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
8. ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
8.1 ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
- ประชาชนในชนบทที่อยู่ห่างไกลความเจริญและขาดแคลนน้ำบริโภค (ปกติจะต้องซื้อน้ำ
ดื่ม) จะได้รับน้ำสะอาดสำหรับบริโภคอย่างพอเพียงตามมาตรฐานน้ำดื่มขององค์การ
อนามัยโลก
- เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในชนบททำให้มีน้ำสะอาดในการปรุงอาหาร
และดื่ม ซึ่งเป็นการประหยัดค่ารักษาพยาบาลของประชาชนอีกทางหนึ่ง
- เป็นการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ภัยแล้งซ้ำซาก เนื่องจากขาดแคลนน้ำดื่มได้อย่างชัดเจน
- เป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว (ระบบประปาชนบท) ให้เกิดประสิทธิภาพและ
ประโยชน์สูงสุด
8.2 ทางด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
- จากผลประโยชน์ที่ได้รับในข้อ 8.1 ประชาชนทั้งในชนบทและทั่วประเทศจะเข้าใจและเห็นคุณค่าของทรัพยากรน้ำบาดาลมากขึ้นจะทำให้เกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำบาดาลให้ชนรุ่นหลังมีแหล่งน้ำบาดาลใช้อย่างยั่งยืนตลอดไป
ผลการดำเนินงานโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำบาดาลของระบบประปาชนบทเพื่อให้ได้มาตรฐานน้ำดื่มขององค์การอนามัยโลก 1,000 แห่ง
- กำลังดำเนินการก่อสร้างระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำบาดาลโดยการจ้างเหมา
- เปิดซองประกวดราคาเมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ.2547
- ระยะเวลาดำเนินการ 330 วัน
- โดยกำหนดส่งงานการก่อสร้างระบบปรับปรุงฯ จำนวน 4 งวด
ขององค์การอนามัยโลก
1. หลักการและเหตุผล
1.1 น้ำบาดาลที่จะนำมาใช้ในการบริโภค ต้องเป็นน้ำที่มีคุณภาพดี สะอาด ปราศจากเชื้อโรค ไม่มีแร่ธาตุละลายอยู่เกินมาตรฐาน และต้องเป็นที่ยอมรับของประชาชนโดยทั่วไป ดังนั้น หากได้มีการนำน้ำบาดาล ซึ่งได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติมาปรับปรุงคุณภาพให้เป็นน้ำดื่มที่มีคุณภาพดีมีแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายละลายต่อร่างกายละลายอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม และเป็นยอมรับของผู้บริโภคก็จะเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนได้มีน้ำดื่มที่ถูกคุณลักษณะทางด้านสุขภาพและเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดหาน้ำดื่มที่ค่อนข้างสูงของประชาชนในชนบท
1.2 ระบบประปาชนบทที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลดำเนินการไว้ โดยใช้น้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำดิบในการทำประปาประชาชนนิยมใช้อุปโภค แต่ยังไม่นิยมใช้บริโภค ดังเช่น น้ำประปาทั่วไปถึงแม้จะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานปราศจากอันตราย แต่อาจจะยังมีกลิ่นและรสไม่เป็นที่พึงพอใจของประชาชนเนื่องจากถังกรองของระบบประปากรมทรัพยากรน้ำบาดาลยังมีขีดความสามารถจำกัดอยู่ในระดับหนึ่ง ดังนั้น เพื่อให้น้ำประปาบาดาลที่มีอยู่เดิมแล้วใช้เป็นน้ำดื่มของประชาชนในชนบท จึงมีความจำเป็นต้องทำการปรับปรุงคุณภาพน้ำบาดาลของระบบประปาชนบทให้ได้มาตรฐานสูงขึ้น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่มได้อย่างถาวร และเป็นการใช้ทรัพยากรบาดาลที่มีอยู่ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดที่สำคัญประชาชนจะเข้าใจและเห็นคุณค่าของทรัพยากรน้ำบาดาลมากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำบาดาล เพื่อให้ชนรุ่นหลังมีใช้อย่างยั่งยืนตลอดไป
2. วัตถุประสงค์
2.1 เพื่อให้ประชาชนในชนบทมีน้ำสะอาดบริโภคมาตรฐานน้ำดื่มขององค์การอนามัยโลกทำให้คุณค่าชีวิตดีขึ้น
2.2 เพื่อเสริมสร้างศักยภาพแหล่งน้ำบาดาลให้เกิดประโยชน์สูงสุด
3. เป้าหมาย
จะดำเนินการปรับปรุงคุณภาพน้ำบาดาลจากระบบประปาชนบทกรมทรัพยากรน้ำบาดาลจำนวน 1,000 แห่งให้เป็นน้ำดื่มที่ได้มาตรฐานสูงขึ้น
4. พื้นที่ที่ดำเนินการ
ดำเนินการในพื้นที่ที่อยู่ในชนบทและขาดแคลนน้ำดื่ม แต่มีระบบประปาชนบทของหน่วยงานทางราชการดำเนินการไว้แล้วในทั่วประเทศ จำนวน 1,000 แห่ง
5. วิธีดำเนินการ
ทำการปรับปรุงคุณภาพน้ำบาดาลจากระบบประปาชนบทของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลที่ดำเนินการไว้แล้วกับหมู่บ้าน โรงเรียน สถานีอนามัย และวัด ที่อยู่ห่างไกลและขาดแคลนน้ำดื่ม โดยดำเนินการ ดังนี้
5.1 ทำการสำรวจและเก็บน้ำตัวอย่างจากบ่อน้ำบาดาลที่ใช้ทำระบบประปาชนบทของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล นำไปตรวจวิเคราะห์หาคุณภาพทางกายภาพ ทางเคมี สารพิษ และแบคทีเรีย
5.2 จากข้อ 5.1 เมื่อทราบผลการวิเคราะห์คุณภาพน้ำแล้ว ก็นำข้อมูลมาใช้ในการออกแบบและติดตั้งระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำกับระบบประปาชนบทให้ได้มาตรฐานน้ำดื่มขององค์การอนามัยโลก
5.3 ทำการเก็บน้ำตัวอย่างหลักติดตั้งระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำและทำการวิเคราะห์อีกครั้งหนึ่ง
5.4 ทำการก่อสร้างอาคารโรงเรือนคลุมระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำ
5.5 ทำการอบรมเจ้าหน้าที่ที่ดูแลบำรุงรักษาระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำ
5.6 ติดตามประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพน้ำของบ่อน้ำบาดาลที่ติดตั้งระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำเป็นระยะ ๆ ตามความเหมาะสม
6. ระยะเวลาดำเนินการ
กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จะดำเนินการโครงการน้ำบาดาลดื่มได้ให้แล้วเสร็จ ภายในเวลา 12 เดือน ตั้งแต่ ตุลาคม 2546 – กันยายน 2547
7. หน่วยงานที่รับผิดชอบ
กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
8. ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
8.1 ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
- ประชาชนในชนบทที่อยู่ห่างไกลความเจริญและขาดแคลนน้ำบริโภค (ปกติจะต้องซื้อน้ำ
ดื่ม) จะได้รับน้ำสะอาดสำหรับบริโภคอย่างพอเพียงตามมาตรฐานน้ำดื่มขององค์การ
อนามัยโลก
- เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในชนบททำให้มีน้ำสะอาดในการปรุงอาหาร
และดื่ม ซึ่งเป็นการประหยัดค่ารักษาพยาบาลของประชาชนอีกทางหนึ่ง
- เป็นการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ภัยแล้งซ้ำซาก เนื่องจากขาดแคลนน้ำดื่มได้อย่างชัดเจน
- เป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว (ระบบประปาชนบท) ให้เกิดประสิทธิภาพและ
ประโยชน์สูงสุด
8.2 ทางด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
- จากผลประโยชน์ที่ได้รับในข้อ 8.1 ประชาชนทั้งในชนบทและทั่วประเทศจะเข้าใจและเห็นคุณค่าของทรัพยากรน้ำบาดาลมากขึ้นจะทำให้เกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำบาดาลให้ชนรุ่นหลังมีแหล่งน้ำบาดาลใช้อย่างยั่งยืนตลอดไป
ผลการดำเนินงานโครงการปรับปรุงคุณภาพน้ำบาดาลของระบบประปาชนบทเพื่อให้ได้มาตรฐานน้ำดื่มขององค์การอนามัยโลก 1,000 แห่ง
- กำลังดำเนินการก่อสร้างระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำบาดาลโดยการจ้างเหมา
- เปิดซองประกวดราคาเมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ.2547
- ระยะเวลาดำเนินการ 330 วัน
- โดยกำหนดส่งงานการก่อสร้างระบบปรับปรุงฯ จำนวน 4 งวด
วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553
การบริหารทรัพยากรมนุษย์
การบริหารงานบุคคล (Personnel Management) หรือ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management) เป็นกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งกำลังคนที่เหมาะสมที่สุดกับงาน และใช้ทรัพยากรกำลังคนนั้นให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ รวมถึงการบำรุงรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพให้มีปริมาณเพียงพอ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management : HRM) แต่เดิมใช้คำว่า การบริหารงานบุคคล (Personnel Management : PM) ซึ่งคำสองคำดังกล่าวมิได้แตกต่างกันและสามารถใช้แทนกันได้ เนื่องจากมีลักษณะหน้าที่งานอย่างเดียวกัน เพียงแต่ HRM จะมีความหมายครอบคลุมมากกว่าและเพื่อให้เหมาะสมกับการที่จะเข้าไปดูแลมนุษย์ก่อนที่จะเข้ามาสู่ตลาดแรงงานตั้งแต่เริ่มต้น จึงใช้คำว่า HRM แทน PM
อย่างไรก็ดีถ้าจะกล่าวถึง ความแตกต่างระหว่าง Personnel Management กับ Human Resource Management จะกล่าวได้ว่าการบริหารงานบุคคล (Personnel Management) เป็นกระบวนการบริหารบุคคลที่อยู่ในองค์การ ซึ่งเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกคนที่ดีที่สุดในตลาดแรงงานด้วยวิธีการต่างๆ เข้ามาสู่องค์การ แล้วใช้คนให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จนกระทั่งคนนั้นพ้นออกไปจากองค์การ ซึ่งเมื่อคนออกไปจากองค์การแล้วมีการให้ เงินสะสม บำเหน็จบำนาญ ก็ถือว่าเป็นอันจบสิ้นกระบวนการ ดังนั้นจึงมีจุดเน้นเรื่องของกำลังขวัญ (Moral) เช่น การทำงานอย่างมีความสุข ค่าตอบแทนที่ยุติธรรม ความปลอดภัยในการทำงาน , แรงจูงใจ (Motivation) เช่น การให้ค่าตอบแทนเป็นรายชิ้น ทำมากได้มาก ทำดีมีโอกาสก้าวหน้า การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ส่วน การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management) เป็นเรื่องเกี่ยวกับการวางแผน การกำหนดคุณลักษณะ และคุณสมบัติของประชากร เริ่มตั้งแต่เกิดจนตาย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ รัฐต้องดูแลรักษา ใช้งาน และให้ประโยชน์แก่ทรัพยากรมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย คือ ก่อนเข้าทำงานและหลังพ้นจากงานเป็นภารกิจของรัฐ HRM มองการบริหารงานบุคคลในแนวลึก หมายความว่า HRM ไม่ได้เริ่มสร้างหรือเปลี่ยนนิสัยคนเมื่อเข้ามาอยู่ในองค์การ แต่จะเริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องดูแลตั้งแต่ในสถาบันครอบครัวตั้งแต่เกิด โดยทำการบริหารคนตั้งแต่ตอนแรกที่เขายังไม่ได้เป็นบุคลากร เป็นเพียงแค่ทรัพยากรบุคคล กำลังคน เป็นมนุษย์ที่มีค่า ซึ่งหวังว่าวันหนึ่งเขาจะเป็นพนักงานขององค์กรธุรกิจ
ส่วน แนวคิดในแนวกว้างของ HRM สิ่งที่เน้นมากที่สุดคือ การดำเนินหน้าที่ต่างๆ (เหมือนกับ PM) จำเป็นต้องพิจารณาภาวะแวดล้อมทั้งด้านเศรษฐกิจ (การแข่งขันในตลาดโลก) สังคม (โครงสร้างประชากร) กฎหมายที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ นอกจากนี้ HRM ยังเน้นกลยุทธ์ของการบริหารในแต่ละหน้าที่ (Function) ว่าจะต้องปรับให้สอดคล้องซึ่งกันและกันกับสภาวะแวดล้อม ตัวอย่างเช่น เมื่อมีการปรับลดขนาดขององค์การลง (Downsizing) กลยุทธ์ของ HRM ควรมุ่งเน้นในด้านการกำจัดคนให้ออกไปจากองค์การ (Decruitment) และการฝึกอบรมและการพัฒนา (Training and Development) เพราะกลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับพนักงานที่เหลืออยู่ และสามารถทำงานแทนพนักงานที่ถูก Layoffs ได้ (เทคนิคการจัดการที่เรียกว่า Learning Organization คือ องค์การแห่งการเรียนรู้) , การฝึกอบรม (Training) และการพัฒนา (Development) เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของ HRM ในภาวะวิกฤติ ซึ่งจำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การแข่งขันต่างๆ เป็นต้น , การบริหารค่าตอบแทน (Compensation) ต้องคำนึงว่าทำอย่างไรที่จะประหยัดต้นทุนได้ โดยที่กำลังขวัญของพนักงานไม่เสีย , การประเมินผลงาน (Performance Appraisal) เน้นการประเมินผลงานตามผลงานจริงๆ แล้วจ่ายค่าจ้างตามผลงานนั้นๆ หรือการจ่ายค่าจ้างแบบ Pay for Performance มิใช่จ่ายแบบ Pay for Position
ทุกๆ องค์การเอาตัวรอดด้วยการลดขนาดขององค์การ (Downsizing) โดยการ Layoffs คนจำนวนมาก ทำให้คนที่เหลืออยู่ต้องทำงานมากขึ้น และสามารถทำงานแทนคนอื่นได้ ซึ่งการลดขนาดขององค์การก่อให้เกิด , Job Enlargement เป็นการเพิ่มงานในระดับแนวนอน (Horizontal) เช่น เมื่อก่อนเคยทำงานเพียง 1, 2, 3 หน้าที่ แต่ตอนนี้เพิ่มเป็น 4, 5, 6 หน้าที่ เป็นต้น และ Job Enrichment เป็นการเพิ่มงานในแนวดิ่ง (Vertical) หรือเป็นการเพิ่มงานจากข้างบนลงมาข้างล่าง หมายความว่า เมื่อมีการลดขนาดขององค์การ หัวหน้างานอาจจะหายไปประมาณ 2 - 3 ระดับ โดยเฉพาะในระดับกลางๆ พวก First Line และพวก Middle จะถูกลดหายไป งานนั้นจึงตกมาที่ตัวคนงานข้างล่าง ซึ่งเมื่อก่อนคอยทำตามคำสั่งอย่างเดียว แต่เดี๋ยวนี้ต้องคิด ต้องวางแผนการทำงาน ปฏิบัติงานเอง และประเมินผลเอง ทำให้ภาระหน้าที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเพิ่มงานในแนวดิ่งนั้นเป็นงานชนิดเดียวกัน แต่เพิ่มคุณค่าตรงที่ต้องวางแผนและประเมินผลเอง
สาเหตุที่องค์การหันมาใช้ Human Resource Management เพราะแนวคิดที่พยายามบริหารงานบุคคลเพื่อให้คนที่อยู่ในองค์การเป็นคนที่มีคุณภาพ และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการทำงานที่มีประสิทธิภาพนั้น องค์การไม่ต้องการคนที่ทำงานเก่งอย่างเดียว แต่ต้องการคนที่มีความรับผิดชอบ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง มีความซื่อสัตย์ มีความจงรักภักดีต่อองค์การ เป็นผู้นำที่สามารถตัดสินใจได้ และเป็นคนที่มีพฤติกรรมที่สามารถจะเข้ารวมกลุ่มกับเพื่อนร่วมงานได้เป็นอย่างดีเข้ามาทำงานในองค์การจะเห็นได้ว่า HRM เน้นอย่างมากในเรื่องของกลยุทธ์ ในขณะที่ PM ไม่ค่อยให้ความสำคัญมากนัก สำหรับกลยุทธ์ขององค์การสมัยใหม่ เช่น TQM (Total Quality Management) เน้นเรื่องของการให้บริการได้อย่างทันท่วงที และถูกต้องตรงตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งเทคนิคนี้นิยมให้ลูกค้าเป็นผู้ประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงาน , Empowerment เป็นการมอบอำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจให้ลูกน้อง , Downsizing เป็นการลดขนาดขององค์การ ซึ่งทำให้เกิด Job Enrichment และ Job Enlargement , Learning Organization เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ คือ พยายามทำให้คนมีประสิทธิ-ภาพสามารถทำงานแทนกันได้ , Pay for Performance การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่บนพื้นฐานของการประเมินผลงาน และ Green Marketing (การตลาดเพื่อสิ่งแวดล้อม) เป็นการจัดกิจกรรมหรือโครงการที่ใช้กลยุทธ์การตลาดซึ่งติดต่อสื่อสารเพื่อให้ผู้บริโภคมาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น
สำหรับความแตกต่างระหว่างการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐและภาคเอกชนสามารถจำแนกความแตกต่างได้เป็น 9 ประเด็น กล่าวคือ ประเด็นแรก นโยบายการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ภาครัฐใช้นโยบายแบบปิด การโอนย้าย การแต่งตั้ง มักเป็นการดำเนินการภายในส่วนราชการเป็นส่วนใหญ่ ส่วนภาคเอกชนใช้นโยบายแบบเปิด มีการโอนย้าย และเปลี่ยนแปลงตำแหน่งข้ามบริษัทในเครือเดียวกัน ประเด็นที่สอง การสรรหาและคัดเลือกทรัพยากรมนุษย์ ภาครัฐเป็นแบบแนวดิ่ง โดยรับบุคคลที่สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรต่างๆของสถาบันการศึกษา แล้วนำไปบรรจุแต่งตั้งขั้นต่ำของระดับตำแหน่งนั้นๆ เพื่อให้เติบโตต่อไป ส่วนภาคเอกชนเป็นแบบแนวราบ โดยเปิดกว้างให้บุคคลทั่วไปที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ระบุไว้สามารถเข้าสู่องค์การได้ในแทบทุกระดับตำแหน่ง ประเด็นที่สาม การสรรหาและคัดเลือกทรัพยากรมนุษย์ ภาครัฐต้องดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก ส่วนภาคเอกชนดำเนินการเป็นไปตามระเบียบและข้อบังคับของบริษัท ซึ่งมีน้อยกว่าเมื่อเทียบกับภาครัฐ ประเด็นที่สี่ การสรรหาและคัดเลือกทรัพยากรมนุษย์ ภาครัฐขาดวิธีการที่หลากหลาย เพราะต้องเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ส่วนภาคเอกชนมีวิธีการที่หลากหลายกว่าเมื่อเทียบกับภาครัฐ
ประเด็นที่ห้า การสรรหาและคัดเลือกทรัพยากรมนุษย์ ภาครัฐมีขั้นตอนมาก และใช้เวลานาน ส่วนภาคเอกชนมีขั้นตอนน้อย และใช้เวลาน้อยกว่าภาครัฐประเด็นที่หก เงินเดือนค่าจ้าง ภาครัฐเป็นไปตามวุฒิ ตามบัญชีเงินเดือนที่กำหนดไว้ ส่วนภาคเอกชนเป็นไปตามความสามารถ ลักษณะงาน หรือสมรรถนะ ซึ่งจะสูงกว่าภาครัฐ ประเด็นที่เจ็ด ระยะเวลาการจ้างงาน ภาครัฐมีการจ้างงานตลอดชีพสำหรับข้าราชการและลูกจ้างประจำ และมีการใช้สัญญาจ้าง 1-4 ปี สำหรับพนักงานราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย และลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของภาคเอกชน ส่วนภาคเอกชน นิยมใช้สัญญาจ้าง และอาจเลิกจ้างได้เมื่อตำแหน่งนั้นหมดความจำเป็นประเด็นที่แปด กองทุนที่ให้ผลตอบแทนยามพ้นสภาพจากองค์การ ภาครัฐเปิดโอกาสให้ข้าราชการสามารถเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้ ส่วนภาคเอกชนให้พนักงานและลูกจ้างเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพประเด็นสุดท้าย การรักษาพยาบาล ภาครัฐเบิกค่ารักษาพยาบาลให้กับบิดา มารดา และบุตรได้สำหรับข้าราชการ และเข้าระบบประกันสังคมสำหรับพนักงานราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย และลูกจ้างชั่วคราว ส่วนภาคเอกชนให้พนักงานและลูกจ้างเข้าระบบประกันสังคมนอกจากนี้ภาครัฐยังมีหน่วยงานกลาง คือ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. ซึ่งเป็น คณะกรรมการที่รับผิดชอบงานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อปีพุทธศักราช 2471 โดยมีชื่อเรียกในขณะนั้นว่า "ก.ร.พ." หรือ "คณะกรรมการรักษาพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน" เพื่อทำหน้าที่ดำเนินการจัดสอบคัดเลือกผู้เข้ารับราชการพลเรือน และจัดการศึกษาให้นักเรียนหลวงฝ่ายพลเรือนที่ส่งไปศึกษายังต่างประเทศต่อมาได้เปลี่ยนจากชื่อจาก ก.ร.พ. เป็น ก.พ. ทำหน้าที่ดูแลให้การดำเนินการด้านบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือน ในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนนับตั้งแต่การกำหนดตำแหน่งและอัตราเงินเดือนการสอบเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการการแต่งตั้งโยกย้ายการเลื่อนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนไปจนถึงการดำเนินการทางวินัย การออกจากราชการ และเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ดีถ้าจะกล่าวถึง ความแตกต่างระหว่าง Personnel Management กับ Human Resource Management จะกล่าวได้ว่าการบริหารงานบุคคล (Personnel Management) เป็นกระบวนการบริหารบุคคลที่อยู่ในองค์การ ซึ่งเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกคนที่ดีที่สุดในตลาดแรงงานด้วยวิธีการต่างๆ เข้ามาสู่องค์การ แล้วใช้คนให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จนกระทั่งคนนั้นพ้นออกไปจากองค์การ ซึ่งเมื่อคนออกไปจากองค์การแล้วมีการให้ เงินสะสม บำเหน็จบำนาญ ก็ถือว่าเป็นอันจบสิ้นกระบวนการ ดังนั้นจึงมีจุดเน้นเรื่องของกำลังขวัญ (Moral) เช่น การทำงานอย่างมีความสุข ค่าตอบแทนที่ยุติธรรม ความปลอดภัยในการทำงาน , แรงจูงใจ (Motivation) เช่น การให้ค่าตอบแทนเป็นรายชิ้น ทำมากได้มาก ทำดีมีโอกาสก้าวหน้า การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ส่วน การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management) เป็นเรื่องเกี่ยวกับการวางแผน การกำหนดคุณลักษณะ และคุณสมบัติของประชากร เริ่มตั้งแต่เกิดจนตาย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ รัฐต้องดูแลรักษา ใช้งาน และให้ประโยชน์แก่ทรัพยากรมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย คือ ก่อนเข้าทำงานและหลังพ้นจากงานเป็นภารกิจของรัฐ HRM มองการบริหารงานบุคคลในแนวลึก หมายความว่า HRM ไม่ได้เริ่มสร้างหรือเปลี่ยนนิสัยคนเมื่อเข้ามาอยู่ในองค์การ แต่จะเริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องดูแลตั้งแต่ในสถาบันครอบครัวตั้งแต่เกิด โดยทำการบริหารคนตั้งแต่ตอนแรกที่เขายังไม่ได้เป็นบุคลากร เป็นเพียงแค่ทรัพยากรบุคคล กำลังคน เป็นมนุษย์ที่มีค่า ซึ่งหวังว่าวันหนึ่งเขาจะเป็นพนักงานขององค์กรธุรกิจ
ส่วน แนวคิดในแนวกว้างของ HRM สิ่งที่เน้นมากที่สุดคือ การดำเนินหน้าที่ต่างๆ (เหมือนกับ PM) จำเป็นต้องพิจารณาภาวะแวดล้อมทั้งด้านเศรษฐกิจ (การแข่งขันในตลาดโลก) สังคม (โครงสร้างประชากร) กฎหมายที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ นอกจากนี้ HRM ยังเน้นกลยุทธ์ของการบริหารในแต่ละหน้าที่ (Function) ว่าจะต้องปรับให้สอดคล้องซึ่งกันและกันกับสภาวะแวดล้อม ตัวอย่างเช่น เมื่อมีการปรับลดขนาดขององค์การลง (Downsizing) กลยุทธ์ของ HRM ควรมุ่งเน้นในด้านการกำจัดคนให้ออกไปจากองค์การ (Decruitment) และการฝึกอบรมและการพัฒนา (Training and Development) เพราะกลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับพนักงานที่เหลืออยู่ และสามารถทำงานแทนพนักงานที่ถูก Layoffs ได้ (เทคนิคการจัดการที่เรียกว่า Learning Organization คือ องค์การแห่งการเรียนรู้) , การฝึกอบรม (Training) และการพัฒนา (Development) เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของ HRM ในภาวะวิกฤติ ซึ่งจำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การแข่งขันต่างๆ เป็นต้น , การบริหารค่าตอบแทน (Compensation) ต้องคำนึงว่าทำอย่างไรที่จะประหยัดต้นทุนได้ โดยที่กำลังขวัญของพนักงานไม่เสีย , การประเมินผลงาน (Performance Appraisal) เน้นการประเมินผลงานตามผลงานจริงๆ แล้วจ่ายค่าจ้างตามผลงานนั้นๆ หรือการจ่ายค่าจ้างแบบ Pay for Performance มิใช่จ่ายแบบ Pay for Position
ทุกๆ องค์การเอาตัวรอดด้วยการลดขนาดขององค์การ (Downsizing) โดยการ Layoffs คนจำนวนมาก ทำให้คนที่เหลืออยู่ต้องทำงานมากขึ้น และสามารถทำงานแทนคนอื่นได้ ซึ่งการลดขนาดขององค์การก่อให้เกิด , Job Enlargement เป็นการเพิ่มงานในระดับแนวนอน (Horizontal) เช่น เมื่อก่อนเคยทำงานเพียง 1, 2, 3 หน้าที่ แต่ตอนนี้เพิ่มเป็น 4, 5, 6 หน้าที่ เป็นต้น และ Job Enrichment เป็นการเพิ่มงานในแนวดิ่ง (Vertical) หรือเป็นการเพิ่มงานจากข้างบนลงมาข้างล่าง หมายความว่า เมื่อมีการลดขนาดขององค์การ หัวหน้างานอาจจะหายไปประมาณ 2 - 3 ระดับ โดยเฉพาะในระดับกลางๆ พวก First Line และพวก Middle จะถูกลดหายไป งานนั้นจึงตกมาที่ตัวคนงานข้างล่าง ซึ่งเมื่อก่อนคอยทำตามคำสั่งอย่างเดียว แต่เดี๋ยวนี้ต้องคิด ต้องวางแผนการทำงาน ปฏิบัติงานเอง และประเมินผลเอง ทำให้ภาระหน้าที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเพิ่มงานในแนวดิ่งนั้นเป็นงานชนิดเดียวกัน แต่เพิ่มคุณค่าตรงที่ต้องวางแผนและประเมินผลเอง
สาเหตุที่องค์การหันมาใช้ Human Resource Management เพราะแนวคิดที่พยายามบริหารงานบุคคลเพื่อให้คนที่อยู่ในองค์การเป็นคนที่มีคุณภาพ และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการทำงานที่มีประสิทธิภาพนั้น องค์การไม่ต้องการคนที่ทำงานเก่งอย่างเดียว แต่ต้องการคนที่มีความรับผิดชอบ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง มีความซื่อสัตย์ มีความจงรักภักดีต่อองค์การ เป็นผู้นำที่สามารถตัดสินใจได้ และเป็นคนที่มีพฤติกรรมที่สามารถจะเข้ารวมกลุ่มกับเพื่อนร่วมงานได้เป็นอย่างดีเข้ามาทำงานในองค์การจะเห็นได้ว่า HRM เน้นอย่างมากในเรื่องของกลยุทธ์ ในขณะที่ PM ไม่ค่อยให้ความสำคัญมากนัก สำหรับกลยุทธ์ขององค์การสมัยใหม่ เช่น TQM (Total Quality Management) เน้นเรื่องของการให้บริการได้อย่างทันท่วงที และถูกต้องตรงตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งเทคนิคนี้นิยมให้ลูกค้าเป็นผู้ประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงาน , Empowerment เป็นการมอบอำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจให้ลูกน้อง , Downsizing เป็นการลดขนาดขององค์การ ซึ่งทำให้เกิด Job Enrichment และ Job Enlargement , Learning Organization เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ คือ พยายามทำให้คนมีประสิทธิ-ภาพสามารถทำงานแทนกันได้ , Pay for Performance การจ่ายค่าตอบแทนต้องอยู่บนพื้นฐานของการประเมินผลงาน และ Green Marketing (การตลาดเพื่อสิ่งแวดล้อม) เป็นการจัดกิจกรรมหรือโครงการที่ใช้กลยุทธ์การตลาดซึ่งติดต่อสื่อสารเพื่อให้ผู้บริโภคมาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น
สำหรับความแตกต่างระหว่างการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในภาครัฐและภาคเอกชนสามารถจำแนกความแตกต่างได้เป็น 9 ประเด็น กล่าวคือ ประเด็นแรก นโยบายการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ภาครัฐใช้นโยบายแบบปิด การโอนย้าย การแต่งตั้ง มักเป็นการดำเนินการภายในส่วนราชการเป็นส่วนใหญ่ ส่วนภาคเอกชนใช้นโยบายแบบเปิด มีการโอนย้าย และเปลี่ยนแปลงตำแหน่งข้ามบริษัทในเครือเดียวกัน ประเด็นที่สอง การสรรหาและคัดเลือกทรัพยากรมนุษย์ ภาครัฐเป็นแบบแนวดิ่ง โดยรับบุคคลที่สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรต่างๆของสถาบันการศึกษา แล้วนำไปบรรจุแต่งตั้งขั้นต่ำของระดับตำแหน่งนั้นๆ เพื่อให้เติบโตต่อไป ส่วนภาคเอกชนเป็นแบบแนวราบ โดยเปิดกว้างให้บุคคลทั่วไปที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ระบุไว้สามารถเข้าสู่องค์การได้ในแทบทุกระดับตำแหน่ง ประเด็นที่สาม การสรรหาและคัดเลือกทรัพยากรมนุษย์ ภาครัฐต้องดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก ส่วนภาคเอกชนดำเนินการเป็นไปตามระเบียบและข้อบังคับของบริษัท ซึ่งมีน้อยกว่าเมื่อเทียบกับภาครัฐ ประเด็นที่สี่ การสรรหาและคัดเลือกทรัพยากรมนุษย์ ภาครัฐขาดวิธีการที่หลากหลาย เพราะต้องเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ส่วนภาคเอกชนมีวิธีการที่หลากหลายกว่าเมื่อเทียบกับภาครัฐ
ประเด็นที่ห้า การสรรหาและคัดเลือกทรัพยากรมนุษย์ ภาครัฐมีขั้นตอนมาก และใช้เวลานาน ส่วนภาคเอกชนมีขั้นตอนน้อย และใช้เวลาน้อยกว่าภาครัฐประเด็นที่หก เงินเดือนค่าจ้าง ภาครัฐเป็นไปตามวุฒิ ตามบัญชีเงินเดือนที่กำหนดไว้ ส่วนภาคเอกชนเป็นไปตามความสามารถ ลักษณะงาน หรือสมรรถนะ ซึ่งจะสูงกว่าภาครัฐ ประเด็นที่เจ็ด ระยะเวลาการจ้างงาน ภาครัฐมีการจ้างงานตลอดชีพสำหรับข้าราชการและลูกจ้างประจำ และมีการใช้สัญญาจ้าง 1-4 ปี สำหรับพนักงานราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย และลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของภาคเอกชน ส่วนภาคเอกชน นิยมใช้สัญญาจ้าง และอาจเลิกจ้างได้เมื่อตำแหน่งนั้นหมดความจำเป็นประเด็นที่แปด กองทุนที่ให้ผลตอบแทนยามพ้นสภาพจากองค์การ ภาครัฐเปิดโอกาสให้ข้าราชการสามารถเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้ ส่วนภาคเอกชนให้พนักงานและลูกจ้างเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพประเด็นสุดท้าย การรักษาพยาบาล ภาครัฐเบิกค่ารักษาพยาบาลให้กับบิดา มารดา และบุตรได้สำหรับข้าราชการ และเข้าระบบประกันสังคมสำหรับพนักงานราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย และลูกจ้างชั่วคราว ส่วนภาคเอกชนให้พนักงานและลูกจ้างเข้าระบบประกันสังคมนอกจากนี้ภาครัฐยังมีหน่วยงานกลาง คือ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. ซึ่งเป็น คณะกรรมการที่รับผิดชอบงานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อปีพุทธศักราช 2471 โดยมีชื่อเรียกในขณะนั้นว่า "ก.ร.พ." หรือ "คณะกรรมการรักษาพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน" เพื่อทำหน้าที่ดำเนินการจัดสอบคัดเลือกผู้เข้ารับราชการพลเรือน และจัดการศึกษาให้นักเรียนหลวงฝ่ายพลเรือนที่ส่งไปศึกษายังต่างประเทศต่อมาได้เปลี่ยนจากชื่อจาก ก.ร.พ. เป็น ก.พ. ทำหน้าที่ดูแลให้การดำเนินการด้านบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือน ในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนนับตั้งแต่การกำหนดตำแหน่งและอัตราเงินเดือนการสอบเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการการแต่งตั้งโยกย้ายการเลื่อนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนไปจนถึงการดำเนินการทางวินัย การออกจากราชการ และเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
การขาดเอกลักษณ์ของรัฐประศาสนศาสตร์
อุทัย เลาหวิเชียร (2517) ได้กล่าวไว้ว่าความเสื่อมของรัฐประศาสนศาสตร์ (ในสหรัฐอเมริกา) ซึ่งอาจสรุปได้ว่าคือวิกฤติการณ์เกี่ยวกับเอกลักษณ์ ความเย้ยหยันต่าง ๆ ของสังคมศาสตร์ที่มีต่อรัฐประศาสนศาสตร์และการคุกคามต่าง ๆ จากรัฐศาสตร์ ตลอดจนการแสดงความไม่สนใจของนักบริหาร สำหรับประเด็นที่น่าจะเกี่ยวข้องกับขอบข่ายของรัฐประศาสนศาสตร์มากที่สุดก็คือ “การขาดเอกลักษณ์” ของรัฐประศาสนศาสตร์ ผู้ที่ศึกษารัฐประศาสนศาสตร์มักจะอดสงสัยไม่ได้ว่าวิชาที่กำลังศึกษาอยู่คือวิชาอะไรแน่ ทั้งนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดกล้ายืนยันอย่างแน่ชัดว่าวิชารัฐประศาสนศาสตร์คืออะไร มีขอบเขตแค่ไหน และมีระเบียบวิธีการศึกษาอะไรที่แน่นอนและเป็นของรัฐประศาสนศาสตร์เอง โดยเหตุนี้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจึงสอนรัฐประศาสนศาสตร์ในแต่ละแนวที่ไม่เหมือนกัน การขาดเอกลักษณ์ย่อมนำความหนักใจมาให้แก่ผู้ที่ศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ในระยะแรก ตัวอย่างที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ได้แก่ความรู้สึกของนักศึกษาขั้นปริญญาตรีทางรัฐประศาสนศาสตร์ผู้หนึ่งที่ American University at Beirut นักศึกษาผู้นี้รำพึงรำพรรณว่า
“รัฐประศาสนศาสตร์สร้างความฉงนงงงวยให้กับผมอย่างมาก ในประเทศของผมเราเชื่อกันว่ารัฐประศาสนศาสตร์ก็คือกฎหมายปกครองนั่นเอง แต่มหาวิทยาลัยที่ผมกำลังศึกษาอยู่ไม่ได้สอนกฎหมายปกครองเลย มหาวิทยาลัยที่ข้าพเจ้าได้สมัครไปศึกษาต่อที่สหรัฐฯ สอนบริหารธุรกิจ และรัฐประศาสนศาสตร์ร่วมกัน และเมื่อครั้งพันเอกเออร์วิคมาเยี่ยมพวกเราที่นี่ได้อธิบายว่ารัฐประศาสนศาสตร์ก็คือ เรื่องเกี่ยวกับการบริหารทั่ว ๆ ไป แต่เมื่อศาสตราจารย์โพล๊อคมาบรรยายให้พวกเราฟังก็บอกว่ารัฐประศาสนศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐศาสตร์ คณบดีไรนิ่งบอกกับพวกเราว่าท่านมีโรงเรียนที่แยกสอนรัฐประศาสนศาสตร์เป็นเอกเทศ แต่คณบดีสโตนก็มีโรงเรียนที่สอนรัฐประศาสนศาสตร์ร่วมกับการบริหารระหว่างประเทศ ข้าพเจ้ารู้สึกเพลิดเพลินที่ได้มีโอกาสฟังคนที่มีชื่อเสียงเหล่านี้บรรยายรัฐประศาสนศาสตร์ แต่อาจารย์มีชื่อเสียงเหล่านี้ต่างก็มีความเห็นเกี่ยวกับรัฐประศาสนศาสตร์ไม่เหมือนกันสักคน ผมควรจะทำอย่างไรดี เพื่อเข้าใจรัฐประศาสนศาสตร์ให้ดีขึ้น”
ความเลือนรางในขอบข่ายของลักษณะวิชารัฐประศาสนศาสตร์ไม่เป็นแต่เพียงนักศึกษา เท่านั้นที่มีความลำบากใจ แม้อาจารย์ที่สอนก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน อาจารย์ทางรัฐประศาสนศาสตร์ผู้หนึ่งที่ออสเตรเลียกล่าวอย่างท้อแท้ใจว่า
“ผู้ที่ทำการสอนหรือวิจัยเกี่ยวกับรัฐประศาสนศาสตร์ ย่อมจะประสบกับอุปสรรคที่สำคัญสองประการ ประการแรก คือ ขอบข่ายอันเลือนรางของลักษณะวิชา และประการที่สองก็คือการขาดเทคนิคที่แน่นอน ผู้ทำการสอนหรือวิจัยจะมีความรู้สึกว่า เป็นผู้รอบรู้ทุกอย่างแต่เป็นการสอนแบบเป็ด เช่นบางครั้งผู้สอนจะสนใจกฎหมายปกครองแล้วก็เปลี่ยนไปศึกษาวิชาการบัญชีและการงบประมาณ หรือไม่ก็อาจหมกมุ่นอยู่กับความสัมพันธ์ทางอุตสาหกรรมและจิตวิทยาที่เกี่ยวกับอาชีพ... แน่นอนที่สุดคนที่รอบรู้วิชาเหล่านี้ทั้งหมดย่อมเป็นคนที่ไม่รู้อะไรดีสักอย่าง... ความจริงก็คือการที่รัฐประศาสนศาสตร์เอง ยังไม่มีวิทยาศาสตร์หรือศิลป์อันใดที่จะเรียกได้ว่าเป็นรัฐประศาสนศาสตร์ ข้อสำคัญก็คือรัฐประศาสนศาสตร์ยังไม่มีอะไรที่เป็นระเบียบแบบแผน”
ทั้งนี้ความงงงวยของนักศึกษาชาวเลบานอนและความหนักใจของอาจารย์ชาวออสเตรเลีย เป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นถึงการมีวิกฤติการณ์ในเอกลักษณ์ของรัฐประศาสนศาสตร์ที่ย่อมฉายภาพความงงงวยต่อไปถึงประเด็นเรื่องขอบข่ายของรัฐประศาสนศาสตร์อย่างเห็นได้ชัด
“รัฐประศาสนศาสตร์สร้างความฉงนงงงวยให้กับผมอย่างมาก ในประเทศของผมเราเชื่อกันว่ารัฐประศาสนศาสตร์ก็คือกฎหมายปกครองนั่นเอง แต่มหาวิทยาลัยที่ผมกำลังศึกษาอยู่ไม่ได้สอนกฎหมายปกครองเลย มหาวิทยาลัยที่ข้าพเจ้าได้สมัครไปศึกษาต่อที่สหรัฐฯ สอนบริหารธุรกิจ และรัฐประศาสนศาสตร์ร่วมกัน และเมื่อครั้งพันเอกเออร์วิคมาเยี่ยมพวกเราที่นี่ได้อธิบายว่ารัฐประศาสนศาสตร์ก็คือ เรื่องเกี่ยวกับการบริหารทั่ว ๆ ไป แต่เมื่อศาสตราจารย์โพล๊อคมาบรรยายให้พวกเราฟังก็บอกว่ารัฐประศาสนศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐศาสตร์ คณบดีไรนิ่งบอกกับพวกเราว่าท่านมีโรงเรียนที่แยกสอนรัฐประศาสนศาสตร์เป็นเอกเทศ แต่คณบดีสโตนก็มีโรงเรียนที่สอนรัฐประศาสนศาสตร์ร่วมกับการบริหารระหว่างประเทศ ข้าพเจ้ารู้สึกเพลิดเพลินที่ได้มีโอกาสฟังคนที่มีชื่อเสียงเหล่านี้บรรยายรัฐประศาสนศาสตร์ แต่อาจารย์มีชื่อเสียงเหล่านี้ต่างก็มีความเห็นเกี่ยวกับรัฐประศาสนศาสตร์ไม่เหมือนกันสักคน ผมควรจะทำอย่างไรดี เพื่อเข้าใจรัฐประศาสนศาสตร์ให้ดีขึ้น”
ความเลือนรางในขอบข่ายของลักษณะวิชารัฐประศาสนศาสตร์ไม่เป็นแต่เพียงนักศึกษา เท่านั้นที่มีความลำบากใจ แม้อาจารย์ที่สอนก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน อาจารย์ทางรัฐประศาสนศาสตร์ผู้หนึ่งที่ออสเตรเลียกล่าวอย่างท้อแท้ใจว่า
“ผู้ที่ทำการสอนหรือวิจัยเกี่ยวกับรัฐประศาสนศาสตร์ ย่อมจะประสบกับอุปสรรคที่สำคัญสองประการ ประการแรก คือ ขอบข่ายอันเลือนรางของลักษณะวิชา และประการที่สองก็คือการขาดเทคนิคที่แน่นอน ผู้ทำการสอนหรือวิจัยจะมีความรู้สึกว่า เป็นผู้รอบรู้ทุกอย่างแต่เป็นการสอนแบบเป็ด เช่นบางครั้งผู้สอนจะสนใจกฎหมายปกครองแล้วก็เปลี่ยนไปศึกษาวิชาการบัญชีและการงบประมาณ หรือไม่ก็อาจหมกมุ่นอยู่กับความสัมพันธ์ทางอุตสาหกรรมและจิตวิทยาที่เกี่ยวกับอาชีพ... แน่นอนที่สุดคนที่รอบรู้วิชาเหล่านี้ทั้งหมดย่อมเป็นคนที่ไม่รู้อะไรดีสักอย่าง... ความจริงก็คือการที่รัฐประศาสนศาสตร์เอง ยังไม่มีวิทยาศาสตร์หรือศิลป์อันใดที่จะเรียกได้ว่าเป็นรัฐประศาสนศาสตร์ ข้อสำคัญก็คือรัฐประศาสนศาสตร์ยังไม่มีอะไรที่เป็นระเบียบแบบแผน”
ทั้งนี้ความงงงวยของนักศึกษาชาวเลบานอนและความหนักใจของอาจารย์ชาวออสเตรเลีย เป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นถึงการมีวิกฤติการณ์ในเอกลักษณ์ของรัฐประศาสนศาสตร์ที่ย่อมฉายภาพความงงงวยต่อไปถึงประเด็นเรื่องขอบข่ายของรัฐประศาสนศาสตร์อย่างเห็นได้ชัด
บทนำ

Public Administration หรือ PA
เราอาจจะรู้จักมันในชื่อ รัฐประศาสนศาสตร์ และหลายคนอาจจะคิดว่ามันคืออีกชื่อหนึ่งของรัฐศาสตร์หรือไม่ก็รัฐประศาสนศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐศาสตร์ ซึ่งจริงๆแล้วนั่นคือความเข้าใจที่ผิดอย่างมาก เพราะการศึกษาของทั้งสองตัวนี้นั้นแตกต่างกันแทบจะโดยสิ้นเชิง รัฐประศาสนศาสตร์จะเน้นการบริหารงานภาครัฐ แต่รัฐศาสตร์นั้นจะเน้นในเรื่องของการเมือง บลอคนี้ข้าเจ้าได้รวบรวมเอาสาระสำคัญในแขนงของรัฐประศาสนศาสตร์มารวมเอาไว้เรื่อยๆ เพราะข้าเจ้าก็กำลังศึกษาเกี่ยวกับมันอยู่ ใครมีความคิดเห็นอะไรสามารถบอกกล่าวกันได้นะ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจใหม่ๆ รวมทั้งเพิ่มความมีประสิทธิภาพและทัศนคติที่ดีต่อไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)